Ep.11 ON-RAMP 2 STRATEGIC IMPROVEMENT

SIX SIGMA IN YOUR ORGANIZATION

ON-RAMP 2 : STRATEGIC IMPROVEMENT

แต่ละองค์กรมีความแตกต่างในการทำธุรกิจ ต่างอุตสาหกรรม ต่างกระบวนการผลิต ต่างด้วยโครงสร้างภายในขององค์กร และต่างในสถานการณ์การแข่งขันในตลาด

การนำศาสตร์ Six Sigma ใช้ในองค์กรก็ย่อมมีความแตกต่าง

หากเรามองว่าศาสตร์ Six Sigma เป็นเหมือนถนนที่องค์กรจะเดินทางไปยังอนาคตที่ดีกว่า ถนนนี้มี 3 เส้นทางที่จะนำพาองค์กรไปในทางที่แตกต่างและถึงปลายทางที่แตกต่างกัน

เส้นทางที่องค์กรคุณเลือก จะเป็นตัวกำหนดวิธีการ ขอบเขตและความเข้มข้นของ Six Sigma ต่อองค์กรและพนักงานค่ะ

โพสนี้ ครูพลอยจะพูดถึงเส้นทางที่ 2 (ย้อนอ่านเส้นทางที่ 1 ในโพสก่อนหน้า)

เส้นทางที่ 2 การปรับปรุงกลยุทธ

ON-RAMP 2 : Strategic Improvement

บางองค์กรอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องของกำลังพล การเงิน หรืออยากทดสอบศาสตร์นี้ในสเกลที่เล็กๆ ก่อน Strategic Improvement การปรับปรุงกลยุทธ เป็นเส้นทางของคุณได้ค่ะ

โดยเริ่มจากหน่วยธุรกิจ หน่วยงานหรือฝ่าย ที่มีปัญหาวิกฤต มุ่งเน้นไปยังโอกาสของธุรกิจ หรือจุดอ่อนของธุรกิจ เริ่มจากจุดเล็กๆ ทำการปรับปรุงกลยุทธจุดนั้นก่อน การเริ่มจากจุดเล็กทำให้ทีมงานทำงานง่ายขึ้น

องค์กรที่เลือกเส้นทางนี้ มีแนวโน้มที่จะขยายการใช้ ศาสตร์ Six Sigma ไปยังฝ่ายอื่นๆ ครอบคลุมมากขึ้น จนครบทุกหน่วยงาน

ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทเครื่องมือแพทย์ ใช้ศาสตร์ Six Sigma กับปัญหาของ Defects (ของเสีย) จากโรงงานผลิต ต้นทุน (Cost) และการเพิ่มผลผลิต (Productivity) สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีโรงงานผลิต 3 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

เมื่อบริษัทเห็นความสำเร็จที่ได้จากการลงมือทำกับฝ่ายผลิต ก็ได้ขยายขอบเขตลงมือทำกับปัญหาที่วิกฤตของฝ่ายคลังสินค้า (Warehousing) และฝ่ายขนส่ง (Distribution) ต่อไป

หลังจากนั้น บริษัทนี้ก็ไม่ได้ขยายขอบเขตไปให้ครบทุกหน่วยงาน แต่มุ่งเน้นไปยังจุดที่เป็นวิกฤตเท่านั้น

อีกหนึ่งตัวอย่าง บริษัทชั้นนำในด้าน Innovative Computer Systems & Software ที่ได้นำศาสตร์ Six Sigma ไปใช้ ซึ่งในตอนแรกดูเหมือนจะเลือกเส้นทางที่ 1 Business Transformation คือจะแปลงร่างทั้งองค์กรใหม่

แต่ในที่สุดทีมงานก็ตัดสินใจเลือกมุ่งเน้นไปที่ 2-3 จุดที่มีวิกฤตที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ต้องรีบลงมือทำก่อน

การเลือกใช้ศาสตร์ Six Sigma กับขอบเขตที่ระบุชัดเจน ยังไม่ใช้กับทั้งองค์กร ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่คุณเลือกได้ค่ะ

Credit : WHAT IS SIX SIGMA by Pete Pande and Larry Holpp

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.10 ON-RAMP 1 THE BUSINESS TRANSFORMATION

SIX SIGMA IN YOUR ORGANIZATION

ON-RAMP 1 : THE BUSINESS TRANSFORMATION

แต่ละองค์กรมีความแตกต่างในการทำธุรกิจ ต่างอุตสาหกรรม ต่างกระบวนการผลิต ต่างด้วยโครงสร้างภายในขององค์กร และต่างในสถานการณ์การแข่งขันในตลาด

การนำศาสตร์ Six Sigma ใช้ในองค์กรก็ย่อมมีความแตกต่าง

หากเรามองว่าศาสตร์ Six Sigma เป็นเหมือนถนนที่องค์กรจะเดินทางไปยังอนาคตที่ดีกว่า ถนนนี้มี 3 เส้นทางที่จะนำพาองค์กรไปในทางที่แตกต่างและถึงปลายทางที่แตกต่างกัน

เส้นทางที่องค์กรคุณเลือก จะเป็นตัวกำหนดวิธีการ ขอบเขตและความเข้มข้นของ Six Sigma ต่อองค์กรและพนักงานค่ะ

โพสนี้ ครูพลอยจะพูดถึงเส้นทางที่ 1 ก่อนนะคะ

เส้นทางที่ 1 การแปลงร่างขององค์กร

ON-RAMP 1 : The Business Transformation

สถานการณ์ขององค์กรคุณ เป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ

# วิ่งตามหลังคู่แข่ง

# สูญเสียเงินจากความผิดพลาดในธุรกิจ

# ล้มเหลวในการผลักดันสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด

# กำลังมีลูกค้าใหม่ กำลังเข้าซื้อกิจการใหม่ หรือกำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อฟื้นฟูกิจการ

# พนักงานมีพฤติกรรมขี้เกียจ ต้องการแรงกระตุ้น

# ธุรกิจกำลังไปได้สวย แต่มีความวุ่นวายในการทำงานว่าจะโฟกัสตรงไหนก่อนหลัง

จากสถานการณ์ดังกล่าว พนักงานที่ช่างสังเกตุและหัวหน้างาน มักจะมีความรู้สึกว่า องค์กรต้องทำอะไรบางอย่าง ทำอะไรในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยด่วนค่ะ

หากองค์กรนี้ต้องการผลักดันศาสตร์ Six Sigma เพื่อมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้น

Business Transformation คือคำตอบของเส้นทางค่ะ

ภารกิจ Transfirmation นี้ ย่อมมีความสงสัย ไม่เข้าใจ จนถึงไม่ยอมรับจากพนักงานของคุณ ผู้บริหารขององค์กรต้องทำการสื่อสาร อธิบายถึงความจำเป็น บอกถึงประโยชน์ต่อพนักงานทุกคนค่ะ

องค์กรสามารถตั้งโครงการโปรโมทให้พนักงานมีส่วนร่วม เช่น “a new company culture” “a way of life” “the key to our future”

อย่างไรก็ตาม ย่อมมีพนักงานที่ไม่เห็นด้วย ไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ ผู้บริหารจะต้องพยายามผลักดันให้เกิดผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงและควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในฐานะพนักงานคุณจะเจอความท้าทายในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของคุณด้วยเช่นกัน

ทีมงาน Six Sigma จะมุ่งเน้นไปยังกระบวนการทำงานหลักๆ และแนะนำว่าต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งที่ทีมงานร่วมกันกลั่นกรองคือ

> How the company distributes its products

> The effectiveness of the sales process .

> New product development

> Critical customer complaints

> Product defects and habitual problems

> Information systems critical to business decision making

> Large scale cost reductions

ถ้าองค์กรของคุณเลือกเส้นทาง Business Transformation สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของคุณแน่นอน คุณต้องรู้ว่า จะวัดผลงานและประเมินการทำงานของคุณอย่างไร

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.9 SIX SIGMA DEPLOYMENT OBJECTIVES

วัตถุประสงค์ในการนำศาสตร์ Six Sigma ไปใช้ในองค์กร

มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมองค์กรบางองค์กรถึงเลือกนำ Six Sigma ไปใช้ นำไปใช้แล้วจะได้อะไร มีข้อดีอย่างไร มันดีสำหรับองค์กร แล้วพนักงานล่ะได้อะไร

เรามาดูเหตุผลที่หลายๆ องค์กรตัดสินใจนำ ศาสตร์ Six Sigma ไปใช้ในองค์กรกันค่ะ

. ↗️ Execution Enabler Provide execution-driven methodology to organization

ศาสตร์ Six Sigma เป็นวิธีการช่วยผลักดันการลงมือทำ ที่เรียกว่า Execution ให้กับองค์กร เพราะหลายๆ องค์กรมีปัญหาการลงมือทำ คิด วางแผน แต่ไม่ลงมือทำ

นั่นหมายความว่า คิดดีแค่ไหน วางแผนดีแค่ไหน แต่คุณไม่ลงมือทำ ก็ไม่เห็นผลลัพธ์ใดๆ เลย วิธีการทำงานผ่านศาสตร์นี้ จึงทำให้องค์กรเห็นภาพชัดว่า ทีมงานจะเดินไปอย่างไร จนถึงการลงมือทำและเห็นผลลัพธ์

. 📈 Continuous Improvement Culture Strong engagement of trained people in pursuing business excellence

องค์กรจัดอบรม Six Sigma Basic Problem Solving (Yellow Belt) Training ให้กับพนักงานทุกคน เพื่อให้เข้าใจภาษาเดียวกัน มีความเข้าใจในศาสตร์การแก้ปัญหานี้เป็นอย่างดี การปลูกฝังและสนับสนุนให้พนักงานลงมือแก้ปัญหาของตนเองโดยใช้ศาสตร์ Six Sigma จะทำให้ผลงานรวมของทุกหน่วยงานดีขึ้นเรื่อยๆ การผลักดันจากผู้บริหารอย่างจริงจัง ทำให้องค์กรมีวัฒนธรรมการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง

. 👨👩👷‍♀️ People Developer Fact-based problem solving skills for emerging talents and leadership development

ศาสตร์ Six Sigma เป็นทักษะการแก้ปัญหาโดยใช้พื้นฐานข้อมูลจริง ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำของพนักงานและพนักงานที่เป็น Talent ขององค์กร

กระบวนการของศาสตร์ Six Sigma ที่ได้คัดเลือกพนักงานมาทำ Six Sigma Project จะแตกต่างจากการอบรมทักษะต่างๆ ที่พนักงานเรียนเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ลงมือเอาไปปรับใช้ จากประสบการณ์ตรงของครูพลอย มีอีกหลายวิชาที่ Project DRI ได้เรียนรู้และฝึกฝนในขณะทำ Six Sigma Project

# Project Management การบริหารจัดการโครงการ

# Risk Management การจัดการความเสี่ยง

# Change Management การจัดการการเปลี่ยนแปลง

# Facilitation การนำพากระบวนการ

# People Skills ทักษะเรื่องคน 

จึงไม่แปลกใจเลยว่า แล้วพนักงานจะได้อะไร

นั่นคือทั้งหมดที่คุณจะได้ เมื่อคุณกระโจนเข้าไปตั้งใจเรียน นำไปปรับใช้แก้ปัญหาจริง ลงมือทำ ฝึกฝน ยิ่งทำ คุณจะยิ่งเก่ง ยิ่งทำ ทักษะการแก้ปัญหาของคุณ จะเจ๋งขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ทักษะนี้คือทักษะที่นายจ้างอยากได้ ใครๆ ก็อยากจ้างคุณนั่นเองค่ะ

มากกว่า 10 คน ที่กลับมาบอกครูพลอยว่าได้งานใหม่แล้ว เพราะตอนสัมภาษณ์เล่าให้เขาฟังว่าใช้ศาสตร์ Six Sigma ในการทำงานอย่างไร success อะไรบ้างค่ะ 😎

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.8 MY SIX SIGMA BELTS JOURNEY

เส้นทางการเดินจาก Yellow Belt ไปยัง Green Belt แล้วถึง Black Belt ของครูพลอย (ยาวหน่อยเพราะมันผ่านมาเกือบ 10 ปี 😅)

หลายๆ คนที่ตามอ่านกันมา อาจจะงงๆ หน่อยกับ Belt ต่างๆ หลายๆ คนอาจจะมีคำถามว่า แล้วมันต่างกันอย่างไร และหลายคนที่เริ่มสนใจในศาสตร์ Six Sigma คงอยากรู้ว่าถ้าอยากมาเดินในเส้นทางนี้ ต้องทำยังไงครับครู ?

โพสนี้จึงอยากมาแชร์เส้นทางการเดินของครูพลอยเอง เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดขึ้นนะคะ

ย้อนกลับไปมากกว่า 10 ปี องค์กร Linde ของเรา ใช้ศาสตร์ Six Sigma ในการผลักดันให้องค์กรเติบโต มีผลกำไรและพัฒนาบุคลากร ใช้ในทุกประเทศทั่วโลกค่ะ

ย้อนกลับไปในวันนั้น ครูพลอยทำงานตำแหน่ง Business Manager ค่ะ

Linde Thailand นำโปรแกรม Six Sigma มาสนับสนุน Values ขององค์กร เพื่อให้เป็น High Performance Organization ซึ่งช่วงนี้ก็มีแฟนเพจหลายคนหลังไมค์มาคุยว่า องค์กรของตนเองก็กำลังจะเอาศาสตร์ Six Sigma มาใช้เช่นกัน จึงรู้สึกตื่นตัว อยากเรียนรู้ว่า มันคืออะไร

ก่อนอื่นยินดีด้วยที่คุณจะได้เข้ามาเดินบนเส้นทางที่สนุก ท้าทายและมีตรรกะสุดๆ ค่ะ 😁

ในวันที่ครูพลอยเป็น Sales ได้ร่วมเข้ารับอบรมกับ Black Belt ในวันนั้นกับคลาส

🎯 Six Sigma Yellow Belt Training Class : 2 days

จำไม่ได้แล้วว่า รู้สึกอย่างไรตอนเรียน แต่จำได้แม่นว่า เรียนจบแล้วไม่ได้เอาไปใช้เลย เพราะชีวิต Sales กำลังหมกมุ่นกับการหายอดขายอย่างเมาส์มัน นึกย้อนกลับไปเสียดายมาก เพราะถ้าเอาไปปรับใช้กับการเป็น Sales ขั้นเทพที่แก้ปัญหาร่วมกับลูกค้าได้ คงเจ๋งน่าดู

เรียนไปแล้ว ก็ลืมไปแล้ว จนได้ย้ายตำแหน่งมาเป็น Customer Service Manager

เพื่อนที่เป็น Black Belt ในวันนั้น มาให้ช่วยเชียร์น้องๆ ลูกค้าสัมพันธ์ในแผนกมาร่วมเรียนในคลาสให้ครบ

เป็นจุดเปลี่ยนที่ครูพลอยเข้าไปนั่ง observe การสอนของเพื่อนอีกรอบ พร้อมกับได้มอบหมายปัญหาที่เจอในแผนกให้กับ Supervisor 4 คน

Assignment คือ หลังจบคลาสให้เอาปัญหาของทีมตัวเองมาทำเป็น Yellow Belt Project แล้วครูพลอยในฐานะหัวหน้างานจะทำหน้าที่โคชให้

จริงๆ จุดประสงค์แอบแฝงใน Assignment ในวันนั้นคือ อยากพัฒนา Competency ของ Supervisor ให้แตกต่าง จากน้องๆ staff ที่เป็นลูกน้องของพวกเขาค่ะ

อยากให้ Supervisor เดินเข้ามาบอกถึงปัญหาที่เขาเจอ พร้อมกับทางเลือกวิธีแก้ ไม่ใช่เดินมาถามว่า แก้ไงดีพี่ ??

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เจ้าน้องๆ Supervisor ทั้ง 4 คน ตั้งใจเรียนมาก บางคนก็เรียนรอบที่ 2 ที่ตั้งใจเพราะรู้ว่า เรียนเสร็จต้องเอาไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาจริง

ที่ได้อีกอย่างคือ ครูพลอยก็ตั้งใจเรียนรอบที่ 2 มากกกก เช่นกัน เพราะรู้ว่าเรียนเสร็จต้องไปโคชพวกเขาอีกที 😅

ผลลัพธ์ปลายทางที่ดีมากๆ คือ เรามี 4 Projects ที่ได้แก้ปัญหาจริงๆ ให้กับแผนก

# ช่วยลด workload ในการทำงานของน้องๆ จากการทำขั้นตอนไร้ค่า

# ช่วยทำให้น้องๆ ให้บริการข้อมูลลูกค้าได้เร็วขึ้น

# ช่วยให้บริษัทได้ยอดขายมาเร็วขึ้นจากการที่เมื่อก่อนไม่รู้ว่าโรงงานผลิตเสร็จแล้ว แต่เรายังไม่ได้แจ้งส่ง

สิ่งที่ดีของตัวครูพลอยเองคือ โคตรจะเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาเลย เพราะหลังจบคลาส กลับมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะต้องโคชลูกน้องนั่นเอง อ่านจมดิ่งจนตกหลุมรักเลยกับศาสตร์นี้ 😍

จากประสบการณ์ ครูพลอยมองว่า การอบรม Yellow Belt 2 วันเต็มๆ เพียงพอแล้วสำหรับพนักงานที่จะเรียนรู้แล้วเอาไปปรับใช้ แก้ปัญหาในงานตัวเอง แก้ปัญหาในงานของแผนก

หัวหน้างานควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียน เพื่อผลักดันผลงานแผนกตัวเอง แล้วยังเพียงพอที่จะเอาไปสอนลูกสอนหลาน ให้มีตรรกะ เหตุและผล แก้ปัญหาเล็กๆ ของเด็กๆ ได้ค่ะ

มันคือ ทักษะการแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทุกคนต้องมีค่ะ 

หลังจากนั้น Linde มีโปรแกรมให้พนักงานหลายแผนกมาทำงานร่วมกันเป็น Working group เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของแต่ละ Business unit

ครูพลอยถูกเลือกให้อยู่ในทีม Special Product Business ที่ตัวเองเคยเป็น Sales ค่ะ

จากโปรแกรมนี้ เขาคัดเลือกคนจากแต่ละกลุ่มให้ทำ Project โดยส่งไปเรียน

🎯 Six Sigma Green Belt Training Class : 7 days

เรียนลึกในหลักการ DMAIC เรียนเพิ่มโปรแกรมสถิติ Minitab เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เรียนเพิ่มเรื่อง People ที่สอนโดย Master Black Belt เพราะ Green Belt Project จะเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีหลายแผนกเกี่ยวข้อง

การทำ Green Belt Project ทำไปพร้อมกับทำงานประจำตัวเอง โดยมี Black Belt ทำหน้าที่โคชให้ค่ะ ใช้เวลาทำประมาณ 5 เดือน พร้อม Storyboard สอบสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ ผ่านถึงจะได้เป็น Certified Green Belt

การสอบเพื่อให้มั่นใจว่า เราเข้าใจ Methodology หรือไม่ ใช้ Six Sigma Tools ถูกต้องหรือไม่ มี People skill ในการทำงานร่วมกับคนอื่นหรือไม่ และสุดท้าย มี commercial view ในธุรกิจหรือไม่

ถึงจุดนี้ สิ่งที่เรียนรู้คือ ไม่ใช่ทุกคนจะรอดจนจบหลักสูตร ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์ ชอบตัวเลข ชอบสถิติ ชอบตรรกะ ชอบคิดเป็นขั้นตอน ไม่ใจร้อน ชอบรับมือกับคนที่หลากหลาย คุณมาถูกทางแล้วค่ะ 😀 

หลังจากนั้น Linde Thailand รับสมัคร Black Belt full time เพิ่มอีก 1 คน เพราะอยากเห็นการผลักดันที่เร็วขึ้นค่ะ

แน่นอนว่า ครูพลอยไม่ลังเล กระโจนเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือก แล้วก็ได้ตำแหน่งนั้นมา เพราะเจ้านายที่สัมภาษณ์น่าจะเห็นความหลงใหลตั้งแต่ Yellow Belt จนถึง Green Belt ค่ะ

ได้ตำแหน่งมา บริษัทส่งไปเรียน Black Belt Class  ร่วมกับเพื่อนๆ จากประเทศอื่นอีก 7 คนค่ะ

🎯 Six Sigma Black Belt Training Class : 4 months

ก่อนไปเรียนทีมผู้บริหารเลือก Project ที่สำคัญของ Thailand เป็น Black Belt Project ค่ะ

คลาสเรียนคือ DMAIC ใน 4 เดือน ในแต่ละเดือน เรียนแต่ละเฟส 2 วีค กลับมาทำ Project 2 วีค กลับไปเรียนจนครบ 4 เดือน ทำเสร็จใน 6 เดือนค่ะ

Master Black Belt ทำหน้าที่โคช ที่ชอบคือ ได้เดินทางไปเรียนในประเทศต่างๆ ใน Linde group

ในปีที่สองเริ่มทำ Project ที่ 2 ไปพร้อมกับ

# สอน Yellow Belt Training Class : 2 days ให้กับพนักงานทุกคน

# สอน Green Belt Training Class : 7 days ร่วมกับ Master Black Belt

# โคช Green Belt 15 คนต่อรุ่น

# โคช Yellow Belt ถ้าอยากทำ project

นั่นคืองานหลักค่ะ หลังจากนั้นสอบสัมภาษณ์ด้วย Storyboard ของ 2 projects มีคนจาก Global ที่เป็น Super Master Black Belt มาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยค่ะ

การสอบครั้งนี้เข้มข้นกว่าตอน Green Belt เพราะเขาจะมองเรื่องการ Engagement ของเรากับทีมผู้บริหาร เพื่อให้มีกำลังสนับสนุนจากพวกเขาเล่านั้นให้การผลักดันศาสตร์ Six Sigma ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ และครูพลอยก็โชคดีมาก ที่พี่ๆ ผู้บริหารทุกท่านรวมถึง MD เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของศาสตร์ Six Sigma

สิ่งที่เรียนรู้คือ โชคดีที่ครูพลอยได้เรียนรู้แล้วทำ Project จริง ตั้งแต่ Yellow Belt มา Green Belt จนถึง Black Belt มันทำให้เรามั่นใจว่าชอบจริงๆ ลงลึกไปเรื่อยๆ เรียนรู้จากการลงมือทำจริง และ Contribute ให้กับองค์กรค่ะ

ที่เจ๋งคือ ครูพลอยได้ฝึกฝน People skills ในทุกมิติ และหลงใหลจนเป็น Passion อยากส่งต่อองค์ความรู้นี้ ให้กับทุกคนที่สนใจค่ะ

แน่นอนว่า เป็นที่มาของ Blog และเพจ Facebook ด้วย 😍

หวังว่า โพสยาวมากโพสนี้ ทำให้หลายคนมองภาพเส้นทางหรือ Career path ของอาชีพนี้ได้ชัดขึ้นนะคะ

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.7 HOW TO SUCCESS AS SIX SIGMA ORGANIZATION ?

ทำอย่างไรถึงจะเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ศาสตร์ Six Sigma ?

มีคำถามหลังไมค์จากแฟนเพจถามคล้ายๆ ประโยคนี้เลยค่ะ “ทำไมหลายๆ องค์กรในอดีตที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Six Sigma แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ใช่ ?”

ครูพลอยตอบว่า หลายองค์กรยังใช้ Six Sigma อยู่นะคะ เช่น ลูกค้า Chevron และ Alstom (GE Power)

จากประสบการณ์กับ Linde ในตำแหน่ง Black Belt ขอแชร์ความเป็นมาของ History การใช้ Six Sigma ในองค์กร ย้อนไปมากกว่า 10 ปี

โครงสร้างของทีม Six Sigma จะมี Master Black Belt เป็นหัวหน้าทีมของแต่ละภูมิภาค หัวหน้าครูพลอยเป็นคนสิงคโปร์ ทำงานที่ออฟฟิสสิงคโปร์ และมีตำแหน่ง Black Belt แบบครูพลอย 1 คนประจำแต่ละประเทศ แต่ละคนทำงานให้ประเทศตัวเอง

บทบาทและหน้าที่หลักๆ คือ

1. Internal Trainer

: Six Sigma Yellow Belt Training สำหรับพนักงานทุกคนในองค์กร

: Six Sigma Green Belt Training สำหรับ Talent ขององค์กร คัดเลือกมาปีละ 12-15 คน

2. Coaching Green Belt ในการทำ project ที่ได้รับมอบหมาย

3. สนับสนุนกิจกรรมการลดต้นทุนให้กับ Operations ทุกฝ่าย

ณ วันนั้นนโยบายของผู้บริหารระดับสูงคือ People Development พนักงานทุกคนต้องมีทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยใช้ Six Sigma เป็นภาษาเดียวกัน และครูพลอยมีหน้าที่ engage ผู้จัดการแต่ละฝ่าย ให้แต่ละท่านหา Project ที่สำคัญของฝ่ายตัวเองพร้อมกับคัดเลือก Talent จากสายงานมาร่วมอบรม Green Belt เรียนเสร็จแล้วเอาไปลงมือทำ โดยครูพลอยทำหน้าที่โคชพวกเขาเหล่านั้นค่ะ

ดังนั้น ในแต่ละปีเรามีโอกาสปั้น Green Belt 12-15 คน แต่เราก็เจอข้อเสียค่ะ เพราะศาสตร์ Six Sigma ที่ถึงเลเวล Green Belt นั้น เนื้อหาจะมีการวิเคราะห์ข้อมูล การรันสถิติ การใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมากกว่าเลเวล Yellow Belt

ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะมีผู้รอดชีวิตจากการอบรม 7 วัน ลงมือทำ Project อีก 4-6 เดือน โดยต้องมี Coaching session ตัวต่อตัวกับครูพลอยอีกวีคละครั้ง เหลือรอดน้อยกว่าครึ่งค่ะ

เหตุผลจากประสบการณ์ตรงของครูพลอยคือ คนเรามีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น

ฝ่ายบู๊ คือ พร้อมลุย go go go do it !!! ไม่รีรอ ลีลา วิเคราะห์อะไรทั้งนั้น ลงมือทำ พลาดรีบแก้ นี่คือสไตล์ของเขาค่ะ

ฝ่ายบุ๋น คือ เจ้าหลักการ ชอบวางกลยุทธ์ คิดวิเคราะห์ บริโภคข้อมูล วางแผน แผน และก็แผน ถึงจะลงมือทำ นี่คืออีกหนึ่งสไตล์ค่ะ

จึงไม่แปลกที่เราจะเหลือคนที่อยู่รอดคือ ฝ่ายบุ๋นค่ะ

เหมือนครูพลอยนี่แหละค่ะ มันเหมือนเราไปเจอวิชาที่เราชอบ ถูกจริตกับสไตล์เรา แต่ละ step ที่เขาสอนคือ เราชอบ เราคิดว่านี่แหละคือตรรกะที่ทำให้คุณแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน แล้วฝ่ายบุ๋นอย่างเราก็จะถึงขั้นหลงใหลไปกับศาสตร์นี้ แบบนี้แหละค่ะ

ส่วนฝ่ายบู๊ เขาไม่ผิดเลยนะคะ เขาจะโชว์ศักยภาพได้เต็มที่เมื่อไปอยู่ในงานที่ถูกจริตเขาค่ะ

นี่คือข้อบกพร่องที่ผู้บริหารมองว่า ใช้ทรัพยากรในการอบรมไปมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่มากพอ

เมื่อมีผู้บริหารท่านใหม่มา เน้นเรื่องของ Execution การผลักดันให้เกิดการลดต้นทุนและการเติบโตของยอดขาย นโยบายใหม่ถูกส่งลงมาที่ทีม Six Sigma ด้วยเช่นกัน

บทบาทและหน้าที่ครูพลอยจึงเปลี่ยนไป

1. Internal Trainer : Six Sigma Yellow Belt Training ให้พนักงานใหม่ให้ครบทุกคนเหมือนเดิม แต่ไม่มีอบรม Green Belt แล้ว

2. Facilitator จัด Idea Generation Workshop ให้กับผู้จัดการแต่ละฝ่าย เพื่อให้ได้ Project ทั้งหมดในแต่ละปี

3. Project Portfolio Management Manager นำทุก project มารวมกันเป็นของ Thailand แล้วเลือก Top 20 มาเพื่อนำเสนอความคืบหน้าให้ผู้บริหารในแต่ละเดือนโดยเจ้าของ project

4. Coach project DRI for Project management skill

นั่นคือเหตุการณ์ที่องค์กรปรับเปลี่ยนตามนโยบายค่ะ

ถ้าให้ครูพลอยสรุปจากประสบการณ์ตรงในการทำงาน ปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลให้องค์กรที่ใช้ Six Sigma ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

1) ผู้บริหารระดับสูง ยิ่งท่านมีอินเนอร์กับ Six Sigma มากเท่าไหร่ แรงผลักดันและสนับสนุนก็จะมากเท่านั้น

องค์กรระดับโลกในตลาดหุ้น จะมี Six Sigma เป็นจุดขาย ต่อผู้ถือหุ้นด้วยค่ะ ยิ่งท่าน CEO เคยเป็น Black Belt ด้วยแล้ว ยิ่งมันส์เข้าไปใหญ่ ในทางกลับกัน ถ้าท่านไม่ buy-in ผลก็จะตรงกันข้ามค่ะ

2) MD และผู้จัดการแต่ละฝ่าย ถือว่าเป็น Stakeholder ที่สำคัญที่ต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันและสนับสนุน

3) Black Belt in role full time คนนี้ทำหน้าที่ดูแลทุกขั้นตอน ทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้การนำ Six Sigma ไปใช้ในองค์กรได้อย่างราบรื่น

4) Talent Development มีแผนการพัฒนาคนที่มีศักยภาพในการเติบโตในสายงาน เลือกคนที่ใช่ ใส่เข้าไปในงานที่ใช่ เหมือนครูพลอยมี Green Belt ประจำอยู่ในแต่ละฝ่าย ทำให้ทำงานกันได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นค่ะ

สุดท้าย 5) ไม่ว่าผู้บริหารจะเปลี่ยนคน นโยบายจะเปลี่ยนกี่รอบ ครูพลอยมั่นใจว่า องค์ความรู้ศาสตร์ Six Sigma ไม่ว่าจะเลเวลไหน Yellow / Green / Black Belt มันจะติดตัวไปกับพนักงานที่เขาได้โอกาสที่ดีในการเรียนรู้ นำไปใช้กับงานตัวเอง

พวกเขาเหล่านั้นได้ฝึกฝนกับงานจริง มีผลงานจริง เพิ่มทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้าย มันคือทักษะที่องค์กรไหนๆ ก็ต้องการจากพนักงานค่ะ

หวังว่าโพสนี้จะทำให้ทุกคนเห็นภาพการใช้ศาสตร์ Six Sigma ในองค์กรได้ชัดขึ้นนะคะ

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.6 SIX SIGMA AS A SYSTEM OF MANAGEMENT

ความแตกต่างของ Six Sigma กับโปรแกรมอื่นที่คล้ายกันคือ ความจริงจังของทีมผู้บริหารในบทบาทของการติดตามวัดผลและความสำเร็จในการผลักดันให้เป็น องค์กร Six Sigma

ในวันที่ Jack Welch นำโปรแกรม Six Sigma มาใช้ที่ GE เขาบอกกับผู้บริหารระดับสูงทุกคนว่า 40% ของโบนัสประจำปีจะขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมและความสำเร็จในการนำ Six Sigma ไปใช้ในองค์กรของพวกเขา นั่นทำให้ผู้บริหารระดับสูงแต่ละคน มีความตั้งใจในการลงมือใช้ Six Sigma ในหน่วยงานของตนเอง

การอบรมใน GE เกิดขึ้นให้กับพนักงานหลายพันคน พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงที่มีส่วนร่วมในการอบรมดังกล่าว แต่การอบรม (Training) อย่างเดียวไม่ใช่ระบบการบริหารจัดการ (Management System)

ระบบการบริหารจัดการประกอบไปด้วยความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ได้ และการทบทวนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ด้วยทั้งสองสิ่งนี้ ผู้จัดการสามารถเริ่มใช้ Six Sigma ในกระบวนการทำงานของแผนกตนเอง

มีตัวอย่างของ Starwood Hotels ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์โรงแรมใหญ่ เช่น Westin, Sheraton และโรงแรมหรูอื่นๆ ในเครือ ที่ Starwood ได้เริ่มใช้โปรแกรม Six Sigma โดยผู้จัดการในทุกระดับมีความรับผิดชอบต่อการวัดผลต่อไปนี้

🔸️ Customer satisfaction ความพึงพอใจของลูกค้า

🔸️ Key process performance ขีดความสามารถในการทำงานหลัก

🔸️ Scorecard metrics on how the business is running ตัวจับวัดว่าธุรกิจดำเนินงานได้ด้วยดี

🔸️ Profit and loss statements ผลกำไรขาดทุน

🔸️ Employee attitude ทัศนคติของพนักงาน

การวัดผลทั้งหมดทำให้เห็นขีดความสามารถของโรงแรมและทั้งหมดในภูมิภาค ในการประชุมประจำเดือน ผู้จัดการจะทบทวนผลงานของโรงแรมและคัดเลือก New Six Sigma project สำหรับปรับปรุงแก้ไขตัวชี้วัดที่มีปัญหา เช่น การร้องเรียน (Complaints) ของลูกค้าสูงมากขึ้น ผู้บริหารของโรงแรมจะตั้งทีม Six Sigma ในการค้นหาสาเหตุและหาวิธีแก้ไข นอกเหนือจากนั้น เมื่อได้วิธีแก้ไข (Solutions) ของโรงแรมนี้แล้ว จะมีการสื่อสารวิธีแก้ไขนี้ไปยังโรงแรมในเครือ

Best practices นี้ทำให้ทุกโรงแรมในเครือให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ระบบการบริหารจัดการ Six Sigma ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ senior leaders ถึงแม้ว่าบทบาทของพวกเขาจะสำคัญมาก หรือผลักด้นโดย middle management ถึงแม้ว่าการมีส่วนร่วมของพวกเขาเป็นปัจจัยหลัก

แต่ไอเดีย วิธีแก้ไข การปรับปรุงการทำงาน จะมาจากพนักงานที่อยู่หน้างานทุกคน องค์กร Six Sigma จะมอบหมายความรับผิดชอบไปยังพนักงานทุกคนที่ทำงานโดยตรงกับลูกค้า

บทสรุปคือ Six Sigma เป็นระบบการทำงานที่รวมภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง ทุ่มเทพลังงาน และการมีส่วนร่วม

นอกเหนือจากนั้น ประโยชน์ของ Six Sigma ไม่ได้มีแค่ทางการเงิน พนักงานทุกระดับมีความเข้าใจในตัวลูกค้ามากขึ้น เข้าใจกระบวนการทำงานมากขึ้น มีการวัดผลที่ใช่ และ Tools ต่างๆ ทำให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงรู้สึกโชคดี ที่ได้อยู่ในองค์กร Six Sigma หรือบางคนอาจจะรู้สึกอยากไปเป็นหนึ่งในองค์กรที่ใช้ Six Sigma ในการทำธุรกิจจังเลยนะคะ

SIX SIGMA AS A SYSTEM OF MANAGEMENT

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.5 SIX SIGMA AS A GOAL

SIX SIGMA AS A GOAL 🎯

เมื่อธุรกิจของคุณไม่สามารถส่งมอบสินค้าและบริการ ตามข้อตกลงที่ทำกับลูกค้าไว้ได้ สิ่งที่ตามมาคือ ของเสียหรือข้อผิดพลาด (Defects) ข้อร้องเรียน (Complaints) และต้นทุน (Cost) ของธุรกิจ ยิ่ง Defect เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ต้นทุนในการรับมือและแก้ไขยิ่งมากขึ้นเท่านั้น รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าไปด้วยค่ะ

สิ่งที่ธุรกิจอยากเห็นคือ หลีกเลี่ยง Defects เพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนและความพึงพอใจของลูกค้า ยิ่งฐานลูกค้าของคุณมากเท่าไหร่ จำนวนลูกค้าที่ไม่ happy ก็จะยิ่งมากขึ้น ถึงแม้ % ของ Defects จะต่ำ

เช่น ธุรกิจออกใบแจ้งหนี้ 250,000 บิลต่อเดือน ความถูกต้อง ในการทำงาน (Accuracy) อยู่ที่ 99.38% (4 Sigma) ดูเหมือน % ความถูกต้องสูง แต่ในทุกๆ เดือนคุณกำลังทำให้ลูกค้า 1,550 รายไม่ happy ต่อการให้บริการ เยอะนะคะ !!!

แล้วคุณจะรับมืออย่างไร ในการโทรหาลูกค้าเพื่อขอโทษ แล้วต้องทำเอกสารใหม่

จากตัวอย่าง เรามองแค่ปัจจัยเดียวคือ ความถูกต้องของเอกสาร ถ้าการส่งเอกสารตรงเวลา (Deliver on time) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการให้บริการลูกค้า และความสามารถในการทำงานอยู่ที่ 99.38% (4 Sigma) เช่นกัน คุณก็จะเจอลูกค้าไม่พอใจจากการส่งบิลให้ช้าอีก 1,550 ราย

นั่นหมายความว่า ขณะที่คุณรู้สึกว่า ผลงาน 99.38% มันเยี่ยมแล้ว แต่กำลังมีลูกค้า 3,000 ราย โมโหในทุกๆ เดือน

เป้าหมายของ Six Sigma คือช่วยให้ธุรกิจตั้งเป้า No defects จากการทำงาน เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้า แต่ในโลกความเป็นจริง ในการทำงานใดๆ มีโอกาสที่จะเกิด Defect ได้

แต่ที่ 99.9997% ที่เรียกว่า 6 Sigma เป็นตัวเลขที่ถือว่ายอมรับได้ เทียบเท่ากับไม่มี Defects หรือมีน้อยมาก ถ้าคุณผลิตสินค้าและบริการ 1 ล้านชิ้น จะเกิด Defect ที่ 3-4 ชิ้น แค่นั้นค่ะ

นอกเหนือจากการไม่พึงพอใจของลูกค้าแล้ว นักวิจัยบอกว่า ธรรมชาติของมนุษย์จะทำให้เขาไม่โมโหอยู่เงียบๆ

. ลูกค้าที่โมโหจะบอกต่อประสบการณ์แย่ๆ ของเขาให้กับผู้อื่นอีก 9-10 คน

. ลูกค้าคนเดียวกันจะบอกคนอื่นแค่ 5 คนเท่านั้นเกี่ยวกับการแก้ไขจากองค์กรคุณจนเขาพอใจ

. 31% ของลูกค้าที่ไม่พึงพอใจ จะไม่เคยร้องเรียนองค์กรคุณ เพราะเขาคิดว่ายิ่งสร้างปัญหามากขึ้น ไม่มีช่องทางสื่อสารที่มันเข้าถึงง่าย หรือเขาคิดว่าร้องเรียนไปก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดี

. จาก 31% นั้น มีแค่ 9% ที่จะยังใช้สินค้าและบริการของคุณต่อ

บทสรุปคือ Defects ของธุรกิจคุณ ทำให้คุณเสียลูกค้า ทำให้ลูกค้าบอกต่อประสบการณ์แย่ๆ กับคนรอบตัว และทำให้คุณกอบกู้สถานการณ์ยากมากที่จะได้ลูกค้าคืนกลับมา

ยิ่งความต้องการของลูกค้าสูงเท่าไหร่ การเกิด Defects มากๆ ทำให้ธุรกิจของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงมากเท่านั้น

การนำศาสตร์ Six Sigma ใช้ในองค์กร จะช่วยให้องค์กรมีความท้าทายในการตั้งเป้าหมายไปให้ถึง 6 Sigma level

ทำให้องค์กรมีกระบวนการในการทำงาน 1 ล้านชิ้น เกิด Defects แค่ 3-4 ชิ้นเองค่ะ

แล้วธุรกิจของคุณจะเติบโตอย่างมั่นคงจากลูกค้า Royalty 🎯 SIX SIGMA AS A GOAL 🎯

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.4 SIX SIGMA OUTCOMES

Six Sigma Outcomes

5 สิ่งที่องค์กรจะได้จากการเป็นองค์กรแห่ง Six Sigma

1. Customer Satisfaction

ศาสตร์ Six Sigma ช่วยปรับปรุงคุณภาพและบริการของสินค้าให้ลูกค้าพึงพอใจ ปกติแล้วมี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ลูกค้าต้องการคือ

Quality คุณภาพของสินค้าและบริการ

Speed ความรวดเร็วในการให้บริการ

Reliability ความเชื่อถือได้ในการให้บริการ

แน่นอนว่าความต้องการของลูกค้าก็จะมีการเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และตลาด นั่นหมายความว่า คุณต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในข้อ 2 ด้วยเช่นกัน

2. Continuous Improvement Culture

ศาสตร์ Six Sigma จะสร้างให้เป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมมุ่งมั่นทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการต่อไปนี้

. Customer focus มุ่งเน้นที่ลูกค้า

. Process orientated มุ่งเน้นกระบวนการ

. Data orientation การวางแนวข้อมูล

. Fact-based decision making การตัดสินใจบนข้อมูลจริง

. Root-cause problem solving การแก้ปัญหาตรงสาเหตุ

. Sustainable solutions วิธีการแก้ไขที่ยั่งยืน

. Waste elimination การกำจัดของเสีย

. Cross functional การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่าย

3. Process and Execution Excellence

ศาสตร์ Six Sigma มีเครื่องมือและวิธีการวิเคราะห์ที่หลากหลายในการชี้บ่งปัญหาได้ชัดเจน เรียงลำดับความสำคัญของโครงการ เลือกใช้เครื่องมือและ วิธีการที่เหมาะสม ติดตามวัดผล ควบคุมประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นมาตรฐานในการทำงานขององค์กร

4. People Excellence

ศาสตร์ Six Sigma จะนำพาทุกคนมามีส่วนร่วมกับกิจกรรมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจน จะส่งผลให้การผลักดันศาสตร์ Six Sigma ในองค์กรประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ศาสตร์ Six Sigma ยังช่วยพัฒนาทักษะและความสามารถของพนักงานในด้านต่างๆ

. Problem Solving การแก้ปัญหา

. Decision Making การตัดสินใจ

. Project Management การบริหารโครงการ

. Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง

. Cross-functional Team Leadership การเป็นผู้นำข้ามฝ่าย

5. Business Case Achievement

ศาสตร์ Six Sigma จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ได้ โดยเฉพาะ

. Financial objectives การบรรลุเป้าหมายทางด้านการเงิน

. Productivity การเพิ่มผลผลิต

. Working capital เงินทุนหมุนเวียน

. Profitable growth การเติบโตที่ทำกำไร

นี่คือประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับทั้งหมด หากคุณผลักดันศาสตร์ Six Sigma เข้าไปในองค์กรของคุณค่ะ ศาสตร์แห่งการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ใจคุณลูกค้าค่ะ

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.3 Six Sigma as a Statistical Measure

Six Sigma as a Statistical Measure

Six Sigma เป็นตัววัดเชิงสถิติ ที่เขียนเป็นสัญลักษณ์ตัวกรีก หมายถึง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

หนุ่มสาวสถิติคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นการอธิบายเชิงสถิติว่า มีการเบี่ยงเบนมากน้อยเท่าไหร่ออกมาจากกลุ่มข้อมูลหรือกระบวนการทำงานของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำการชั่งน้ำหนักมะเขือเทศที่มีหลากหลายขนาดปนกัน คุณจะได้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่สูงกว่าการชั่งน้ำหนักมะเขือเทศที่มีขนาดใกล้เคียงกันค่ะ

อธิบายให้เห็นชัดขึ้น เช่น คุณชั่งน้ำหนักมะเขือเทศขนาดต่างกันมีเล็กถึงใหญ่ 10 ลูก ได้ 1 กก. ค่าเฉลี่ยน้ำหนักอยู่ที่ 100 กรัม อีกครั้ง คุณชั่งน้ำหนักมะเขือเทศขนาดใกล้เคียงกัน 10 ลูก ได้ 1 กก. ค่าเฉลี่ยน้ำหนักอยู่ที่ 100 กรัม เช่นกัน แต่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของครั้งแรกจะสูงกว่าครั้งที่สอง …………….

แล้วในแง่ธุรกิจ เราใช้ Six Sigma เป็นตัววัดได้อย่างไร

มาดูตัวอย่างธุรกิจ Pizza Delivery กันค่ะ

การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรง Pizza Delivery จึงออกโปรโมชั่น “Pizza ร้อนๆ สดจากเตาถึงมือลูกค้าภายในช่วงเวลา 11:45 – 12:15 น.” เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด สำหรับมื้อกลางวันที่เร่งด่วน ลูกค้าได้ Pizza ร้อนๆ ทานมื้อกลางวันคือจุดขาย

ยังกระตุ้นไม่พอ Pizza Delivery บอกลูกค้าอีกว่า “ถ้า Pizza ถึงมือลูกค้าก่อน 11:45 หรือช้ากว่า 12:15 น. ลูกค้าจะได้ส่วนลด 50% ในออเดอร์ถัดไป” โดยพนักงานของ Pizza Delivery จะได้รับโบนัสพิเศษ จากทุกออเดอร์ที่ส่งตรงเวลา พนักงานทุกคนถูกกระตุ้นให้ส่ง Pizza ได้ทัน ในช่วงเวลา แค่ครึ่งชั่วโมง

ท้าทายมากเลยใช่มั๊ยคะ ตอนนี้แหละที่ Six Sigma จะเข้ามามีบทบาทในฐานะเป็นตัววัด

⚁ ถ้าพนักงานส่ง Pizza ได้ในช่วงเวลาที่ 68% กระบวนการทำงานทำได้แค่ 2 Sigma ของประสิทธิภาพ

⚂ ถ้าพนักงานส่ง Pizza ได้ในช่วงเวลาที่ 93% เหมือนจะดีแล้วใช่มั๊ยคะ แต่ทำได้แค่ 3 Sigma ของประสิทธิภาพ

⚃ ถ้าพนักงานส่ง Pizza ได้ในช่วงเวลาที่ 99.4% ประสิทธิภาพของการทำงานอยู่ที่ 4 Sigma

การที่จะได้เลื่อนขั้นเป็น Six Sigma Pizza Shop พนักงานต้องส่ง Pizza ให้ได้ในช่วงเวลาถึง 99.9997% นั่นหมายความว่า ทุกๆ 1 ล้านออเดอร์ จะส่งเร็วหรือช้ากว่า ช่วงเวลาที่กำหนดแค่ 3 หรือ 4 ออเดอร์เท่านั้น

นี่คือความสำคัญของการใช้ Six Sigma เป็นตัวชี้วัดความสามารถในกระบวนการทำงานของคุณ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าค่ะ

Keep in mind that the Sigma measure is looking at how well you’re meeting customer requirements.

ศาสตร์ Six Sigma จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับคุณไปนานๆ และธุรกิจของคุณจะเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

ครูพลอย

https://www.facebook.com/ployparploen/

Ep.2 What makes Six Sigma different?

Total Quality Management (TQM) vs Six Sigma

What makes Six Sigma differents?

ในยุค 1980 TQM ได้รับความนิยมใช้กันมากในองค์กร

TQM เป็นโปรแกรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงในมุมของคุณภาพ คำถามคือ แล้วอะไรทำให้ Six Sigma แตกต่าง?

3 สิ่งหลักที่ทำให้ Six Sigma ต่างจาก TQM ในอดีตคือ

(1) Six Sigma is customer focused มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

(2) Six Sigma projects produce major returns on investment ยกตัวอย่าง GE ที่ได้ผลลัพธ์จากการลงทุนดังนี้ .

ปี 1996 ต้นทุน 200 million$ ผลตอบแทน 150 million$ .

ปี 1997 ต้นทุน 400 million$ ผลตอบแทน 600 million$ .

ปี 1998 ต้นทุน 400 million$ ผลตอบแทนมากกว่า 1 billion$

CEO ของ GE, Jack Welch ได้เขียนไว้ในรายงานผลกระกอบการประจำปีไว้ว่า แค่เวลา 3 ปี Six Sigma ทำให้บริษัทประหยัดเงินไปมากกว่า 2 billion$

(3) Six Sigma changes how management operates นอกเหนือจากการพัฒนาปรับปรุงแล้ว Six Sigma ยังเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมผู้บริหารด้วย

ผู้บริหาร ผู้นำและหัวหน้างานของทุกสายงานในองค์กร ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Tool และหลักการของ Six Sigma วิธีการนำเสนอความคิดแบบใหม่ การวางแผน และการลงมือทำให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ในหลากหลายวิธีการของ Six Sigma ทำให้คนทำงานแบบ smarter not harder

จากตัวอย่างของ GE เราเห็นความเจ๋งของ Six Sigma ในแง่ของผลประกอบการ แต่การจะได้ความสำเร็จนั้นมา เราต้องการการทำงานเป็นทีมที่ดีเลิศในองค์กร การตอบสนองความต้องการของลูกค้า องค์กรจะต้องสนับสนุนพนักงานให้สามารถหาความท้าทาย ตรงนั้นให้เจอและมี Analytical tools เพื่อใช้ในการส่งมอบสินค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการ

Six Sigma เป็น tool ตัวนั้นสำหรับองค์กรของคุณค่ะ

ครูพลอย

htps://www.facebook.com/ployparploen/

Design a site like this with WordPress.com
Get started